ถาม-ตอบปัญหาธรรมะ

จัดการจิต

๑๔ พ.ค. ๒๕๖๕

จัดการจิต

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ถาม–ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๕

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ถาม : ข้อ ๒๗๗๔. เรื่อง “แยกความกลัว”

กราบนมัสการหลวงพ่อค่ะ การที่เราภาวนาในที่น่ากลัว แล้วใช้ปัญญาอบรมสมาธิไปแต่ต้น แล้วสุดท้ายจิตก็เหมือนจะอยู่ข้างใน ความกลัวอยู่ข้างนอก แล้วค่อยๆ เล็กลงและจางหายไป เหลือจิต แต่กายไม่ได้หายไป

๑. อย่างนี้ถือว่าเป็นตทังคปหานไหมคะ หรือหนูเข้าใจผิดค่ะ

๒. การพิจารณานี้ ถ้าเกิดว่าจิตมันปล่อย หนูจะพัก ทีนี้ถ้าเกิดว่าเวลาที่ใช้พิจารณาแค่ ๑๕ นาที อย่างนี้สมควรไม่สมควรอย่างไรหรือไม่คะ และถ้าจิตไม่ปล่อย จะควรเลิกการพิจารณาไหมคะ

๓. เวลากำหนดออกสมาธิ หนูบอกตัวเองว่า ขณะนี้เราไม่ได้นั่งสมาธิแล้ว และผ่อนความตั้งใจที่เคยเพ่งอยู่จุดเดียวให้มันขยายออกมา เหมือนก่อนจะนอนหลับ รอประมาณ ๑–๒ นาที อย่างนี้ถือว่าออกสมาธิถูกไหมคะ หลวงพ่อช่วยกรุณาสอนวิธีด้วยค่ะ

๔. เวลาพิจารณาธรรมในธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ในขั้นกัลยาณชน มีวิธีปฏิบัติอย่างไรคะ

๕. ช่วงนี้จิตมันอยากสวดมนต์ทั้งวัน เวลาจะทำอะไรก็อยากจะสวดมนต์ไปหมด ต้องเปิดเสียงสวดมนต์เรื่อยๆ ถ้าเป็นแบบนี้ สาเหตุเป็นเพราะอะไรคะ เคยเป็นอย่างนี้เมื่อปีก่อน หาสาเหตุไม่ได้ค่ะ

กราบขอบพระคุณ

ตอบ : ผู้ที่ปฏิบัติใหม่ๆ เวลาปฏิบัติใหม่ เริ่มต้นจากไม่มีศรัทธา มันจะมีศรัทธาของมัน เวลาศรัทธาของมันแล้ว ศรัทธาๆ ศรัทธาความเชื่อแก้กิเลสไม่ได้ ต้องใช้สติปัญญาๆ ศรัทธาเป็นตัวนำๆ เราก็จะประพฤติปฏิบัติของเรา ถ้าเราปฏิบัติของเรา มันได้มรรคได้ผลขึ้นมา ได้มรรคได้ผล

มรรค มรรคคือมรรค ๘

ผล ผลคือความสงบระงับ

มันจะมากมันจะน้อยอย่างไรก็ฝึกหัดไปๆ อย่าไปวิตกกังวล อย่าไปวิตกกังวล มันเป็นเริ่มต้น ปุถุชน กัลยาณชน ถ้ากัลยาณชน มันจะทำความสงบของเราได้ง่ายขึ้น

นี่มันทำความสงบของเราได้ยาก แล้วมันปฏิบัติแล้วมันล้มลุกคลุกคลาน มันครึ่งๆ กลางๆ มันก็เลยเกิดความสงสัยไปทุกๆ เรื่องเลย ถ้ามันเกิดความสงสัย มันก็สงสัยของมันไป ถ้าสงสัยไป เห็นไหม

เขาบอกว่า หลวงพ่อคะ หนูทำปัญญาอบรมสมาธิๆ แล้วจิตมันมีข้างนอก มันมีข้างในของมัน แล้วมันเล็กลงๆ อย่างนี้ใช่ตทังปคหานหรือเปล่าคะ

ไม่ใช่ อย่างนี้เป็นปัญญาอบรมสมาธิ

ถ้าเป็นปัญญาอบรมสมาธิ ปัญญาอบรมสมาธิคือจิตมันจะสงบ พอจิตสงบมันจะมีอาการร้อยแปดของมันน่ะ จิตมันสงบ อาการของจิตๆ อาการของจิตมันหลากหลายไปตามจริตนิสัยของคน

ทีนี้มันหลากหลายไปตามจริตนิสัยของคน เราก็ทำปัญญาอบรมสมาธิ จิตมันจะสงบมันก็สงบ มันจะเล็กลง มันจะใหญ่ขึ้น เราก็มีสติปัญญาของเรา มันเป็นปัญญาอบรมสมาธิ ปัญญาอบรมสมาธิคือจิตมันจะสงบระงับ

นี่ไง การรักษาจิต การดูแลจิต มันก็รักษาแบบนี้

ถ้าเป็นปัญญาอบรมสมาธิ มันพิจารณาของมัน มันก็หดสั้นเข้ามาๆ ถ้ามันหดสั้นเข้ามามากน้อยขนาดไหน เวลามันจางไป มันเหลือเล็กน้อย

คำถามนะ ๑. อย่างนี้เป็นตทังคปหานหรือไม่

ตทังคปหานมันต้องจิตเห็นอาการของจิต จิตสงบระงับแล้วจิตยกขึ้นสู่วิปัสสนา วิปัสสนาคือการขุดคุ้ยและค้นคว้าแสวงหา

หลวงตาพระมหาบัวท่านสอนไง การประพฤติปฏิบัติมันมีวิธีการอยู่ ๒ อย่าง อย่างหนึ่งคือขุดคุ้ยค้นหา ถ้าขุดคุ้ยค้นหาเจอ นั่นน่ะเกิดขึ้น ได้งาน

อัญญาโกณฑัญญะ มีสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น ค้นคว้าแสวงหา

ฉะนั้น พอจิตมันสงบแล้ว การค้นคว้าแสวงหา นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง การขุดคุ้ยค้นคว้าเป็นงานอย่างหนึ่ง แล้วงานอีกอย่างหนึ่งคืองานในวิปัสสนา คือใช้สติปัญญาใคร่ครวญมัน ถ้าสติปัญญามันใคร่ครวญ

เพราะมันขุดคุ้ย ค้นคว้าแสวงหา มันพบ มันเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง แล้วมันใช้สติปัญญาพิจารณาของมันๆ เวลามันปล่อยวาง นั่นแหละตทังคปหาน

ไอ้นี่แค่ปัญญาอบรมสมาธิ สมาธิมันยังไม่ตั้งมั่น ยังไม่มั่นคง ยังไม่มีสิ่งใดเลย

๑. อย่างนี้เป็นตทังคปหานหรือเปล่าคะ

ไม่ใช่ นี่คือปัญญาอบรมสมาธิ ที่เราพิพาทเขาทั้งประเทศไทยนี่ไง ว่าแนวทางปฏิบัติของเขาส่วนใหญ่แล้ว ถ้าเป็นสัมมาทิฏฐิ คือปัญญาอบรมสมาธิเท่านั้น ไอ้หนอเหนอๆ ทั้งหลายนั่นน่ะ ถ้ามันเท่าทันอารมณ์ มันเป็นปัญญาอบรมสมาธิเท่านั้น

บอก อู๋ย! นี่มันเป็นวิปัสสนา มันรู้เท่าทันนะ

โอ๋ย! เวรกรรม มันก็รู้เท่าทัน ก็เท่าทันอารมณ์ไง อารมณ์ความรู้สึก การเคลื่อนไหว อารมณ์ความรู้สึกการเคลื่อนไหว อารมณ์ความรู้สึกเกิดขึ้น อารมณ์ต่างๆ ก็อารมณ์เท่านั้นน่ะ ถ้ารู้สึก รู้สึกมันก็หยุดไง นี่ไง หยุดมันก็มีนอกมีใน

มีนอกมีในเพราะเราไม่เข้าใจไง

ฉะนั้นบอกว่า ๑. อย่างนี้เป็นตทังคปหานหรือไม่เจ้าคะ

ไม่เป็น มันเป็นปัญญาอบรมสมาธิ แล้วปัญญาอบรมสมาธิก็เป็นแบบนั้นน่ะ

๒. การพิจารณา เวลาจะเข้าพัก เข้าไป ๑๕ นาที อย่างนี้สมควรหรือไม่สมควร

อย่างนี้มันเป็นความเหมาะสม ถ้าเป็นเด็กๆ มันยิ่งกว่าสมควรอีก แต่ถ้ามันเป็นนักรบนะ เวลาอย่างนี้มันแค่เวลาจิบน้ำชา ๑๕ นาที ๒๐ นาที เวลาจิบน้ำชา แต่ถ้าเป็นเด็กๆ อู๋ย! งานยิ่งใหญ่นะ

มันเคยมีเด็กมาที่นี่นะ เขายกมือสาธุไหว้พระ แล้วเขาหันหน้าไปบอกแม่ อู้ฮู! เหนื่อยน่าดูเลย เหนื่อยมาก แค่ยกมือสาธุมันเหนื่อยมากเลยนะ

ถ้าเด็กๆ ฝึกหัดใหม่ อย่างนี้ใช่ แต่ถ้าเป็นนักรบ ๒๔ ชั่วโมง

ฉะนั้นบอกว่า อะไรเหมาะสมไม่เหมาะสม มันอยู่ที่วาสนา อยู่ที่คนภาวนาแล้วมันเจริญก้าวหน้าไปหรือไม่

แต่ถ้ามันเป็นฝึกหัดใหม่อย่างนี้ ถ้ามัน ๑๕ นาที ๒๐ นาที มันสมควรหรือไม่ มันต้องพักหรือไม่ มันจะออกอย่างไรล่ะ

อันนี้คือความเหมาะสม มันอยู่ที่จริตนิสัย ถ้าเราขีดเส้นไว้ว่าอย่างใดก็แล้วแต่ เราจะไปบังคับจิตของเราให้เป็นอย่างนั้นไม่ได้ อย่างเช่นทำสิ่งใด ความเหมาะสม เหมาะสมในกาลเทศะ ถ้าเหมาะสมกาลเทศะ ทุกอย่างที่ทำมันเหมาะสมไปหมด ถ้ามันทำแล้วมันไม่เหมาะสม กาลเทศะ มันขัดมันแย้งกัน

ฉะนั้น เวลาฝึกหัดไปแล้ว ถ้าจิตใจมันมั่นคงขึ้นไปกว่านี้ มันก็จะทำไปมากกว่านี้ ถ้าจิตใจมันยังไม่มั่นคงกว่านี้ มันก็ลังเลสงสัย มันก็เป็นความลังเลสงสัยอย่างนี้

นี่พูดถึงว่า ความเหมาะสมหรือไม่

๓. เวลาออกจากสมาธิ หนูรู้ตัวเองว่าขณะนี้ออกจากสมาธิ แล้วควรผ่อนสั้นผ่อนยาวอย่างไร แล้วมันเป็นจุดเดียว

ออกจากสมาธินะ ก็ตั้งสติไว้ แล้วก็คลายออกมาความรู้สึกก็จบ

กรณีอย่างนี้ที่หลวงตาท่านสอนเอาไว้ว่า เวลาจิตมันเข้าสมาธิ อย่าไปฝืนมัน อย่าไปดึงออก ออกแล้วเข้าได้ยาก

ออกแล้วเข้าได้ยากเพราะอะไร เพราะว่ามันไม่เป็นข้อเท็จจริงไง เราไปกีดไปขวาง เหมือนอาหาร เราต้มน้ำ เวลาน้ำใกล้จะเดือด เราก็ปิดไฟซะ มันก็ไม่เดือดเสียทีใช่ไหม เวลาน้ำมันเดือดแล้ว เราจะยกลงจากเตา เราจะยกลงอย่างไร

นี่ก็เหมือนกัน เวลาเป็นสมาธิแล้วเหมือนน้ำเดือด น้ำเดือดนะ เวลาเราจะยกลงจากเตา เราจะออกจากเตา ออกอย่างไร นี่ก็เหมือนกัน พอจิตมันสงบแล้ว เราไปฝืนมัน เราไปกระตุก เราไปทำอย่างนั้น ต่อไปมันเข้าได้ยาก

นี่หลวงตาท่านห่วงมาก ท่านบอกว่า สมาธิมันยังทำกันไม่เป็นเลย ทำกันไม่เป็นเลย แล้วมันทำอะไรกัน

เวลาทำสมาธิแล้ว ท่านบอกว่า เวลาเข้าสมาธิแล้ว อย่าไปฝืนมัน อย่าไปอยากออก อยากลุก ในขณะที่มันเป็นสมาธิ นี่เวลาเข้าสมาธิไง

ทำสมาธิก็ทำไม่เป็น เวลาเป็นสมาธิแล้วจะออกจากสมาธิก็ออกไม่ได้ เวลาออกมาแล้ว เข้าไม่ได้อีกเลย ถ้าเข้าไม่ได้อีกเลยนะ จิตไม่เป็นสัมมาสมาธิ มันจะเกิดภาวนามยปัญญาขึ้นมาได้อย่างไร

นี่เหมือนกัน เวลาจะออกจากสมาธิ มันเป็นจุดเดียว มันเป็นการดึงออก ๑ นาที ๒ นาที

เวลาออกก็ออกมา ก็จบ

เวลาเข้าสมาธิเกือบตาย ใช้ปัญญาอบรมสมาธิดูแลเกือบตาย พุทโธๆ เกือบตาย จิตมันสงบแล้วไง เวลาออกนะ เราตั้งสติ มันก็คลายออกมา

อัปปนานะ สักแต่ว่าปรากฏ มันละเอียดมาก มันไม่รับรู้เรื่องร่างกายนี้เลย เวลามันแผ่ซ่านออกมา อัปปนาสมาธิมันเป็นอย่างไร แล้วเวลาจะออกจากอัปปนาสมาธิ ออกอย่างไร

ขี้โม้ก็ว่ากันไปเรื่อยเฉื่อยนั่นน่ะ คนเป็นฟังทีเดียว

มันเป็นขณิกะ เป็นอุปจาระ เป็นอัปปนา โดยสัญญาอารมณ์เปลี่ยนแปลงความคิด มันก็เป็นไปหมดเลย นั่นมันเป็นสัญญาทั้งนั้นน่ะ

นั่นพูดถึงว่า เวลาหนูเข้าอย่างนี้ถูกต้องหรือไม่

เวลาที่ว่าเข้าสมาธิ ออกสมาธิไง เข้าสมาธิก็เกือบเป็นเกือบตาย เวลาออกก็ตั้งสตินะ เราเป็นสมาธิ ตั้งสติ แล้วให้มันมีความรู้สึกออกรับรู้ออกมา ข้อเท็จจริงคือตัวสมาธิมันออก ตัวจิตมันคลายออกมา ไม่ใช่อารมณ์ความรู้สึก ขั้นตอนที่เราไปซอยเป็นขั้นๆๆ ไม่ใช่ มันเป็นของมันเอง แล้วฝึกหัดมันจะรู้ ถ้ามันเป็นจริงของมัน นี่ว่า เข้าสมาธิ ออกสมาธิ

๔. เวลาพิจารณาธรรมในธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ในขั้นของกัลยาณชน มีวิธีปฏิบัติอย่างไร

ก็ปัญญาอบรมสมาธินี่แหละ นี่แหละปุถุชน กัลยาณชน มันไม่ไปไหนหรอก ค่อยๆ ทำ แล้วทำตามข้อเท็จจริง แล้วฝึกหัดไป

ไอ้พวกเวลาผู้ดีอังกฤษไง จิบน้ำชาตอนบ่าย มันแค่นั่งทอดอารมณ์ เวลาปฏิบัติไปมันจะรุนแรงกว่านี้ไปอีกมากมายมหาศาล แล้วเราจะทำของเราได้ จบ

๕. ช่วงนี้จิตมันอยากสวดมนต์ทั้งวันเลย เวลามันจะไปไหนมันก็อยากจะสวดมนต์ ต้องเปิดเสียงสวดมนต์ไว้เลย

สวดมนต์มันก็สวดมนต์

ทุกอย่างอยู่ที่สติสัมปชัญญะคุ้มครองดูแล

ถ้าจะสวดมนต์ก็สวดมนต์ ถึงเวลาสวดมนต์ก็สวดมนต์ สวดมนต์เสร็จแล้วก็สวดมนต์เสร็จจบแล้ว เวลาออกไปทำงานก็ทำงานโดยปกติ เวลาจะเข้าภาวนาก็เข้าภาวนา เวลามันอยากจะสวดมนต์ มันบอก เดี๋ยวๆ เดี๋ยวถึงเวลาค่อยสวด

มีสติสัมปชัญญะคุ้มครองดูแลจิตใจของเรา ทำได้ทั้งนั้นน่ะ

นู่นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่ได้ นู่นก็ไม่ได้ ไหลตามมันไปหมดเลย มีแต่ความสงสัย

ตั้งสติสัมปชัญญะ แล้วทำสิ่งใดทำได้ทั้งนั้น คุ้มครองดูแลใจของเราได้ แล้วฝึกหัดปฏิบัติไป

นี่ปฏิบัติใหม่นะ นี่เก็บอารมณ์น่าดูเลยๆ  ไม่อย่างนั้นมันจะออก

มันฝึกหัดน่ะ ฝึกหัดก็ฝึกหัด จบนะ

ถาม : ข้อ ๒๗๗๕. เรื่อง “ผู้รู้ยังรู้ไม่จริง”

กราบนมัสการหลวงพ่อ คืนหนึ่งนั่งภาวนาเหลือ ๒ ผู้รู้กับสิ่งที่ถูกรู้ ก็คิดไปเรื่อยๆ ถ้าไม่มีผู้รู้ แล้วจะเอาอะไรไปรู้ (แล้วก็เกิดความคิดขึ้นทันทีว่า ผู้รู้ทำลายไม่ได้) เหมือนถนนขาด รถไปต่อไม่ได้ค่ะ

หนูงงๆ เลยกลับมาพุทโธกับลมหายใจต่อ เพราะไปไม่เป็น สงสัยความคิดนี้ถูกไหมคะ

คำถาม

ความคิดที่โผล่ขึ้นมา เราต้องใช้สติปัญญาพิจารณาใช่ไหมคะ ถูกกับผิด (จิตหนูมีสติดี แต่ไม่มีความรู้ด้านปัญญาคิดเลยค่ะ) ขอบคุณ

ตอบ : ไอ้ที่ว่าเราใช้ความคิดๆ อยู่นี่ เวลาใช้ความคิดของเราอยู่ เราพิจารณาผู้รู้ ๒ ผู้รู้อยู่ นี่มันใช้ปัญญาอยู่

ทางสายกลาง ธรรมเกิด

เราบอกว่า มันมีผู้รู้ สิ่งที่ถูกรู้ เพราะเราศึกษามาตามปริยัติไง ผู้รู้คือจิตของเรา สิ่งที่ถูกรู้คืออารมณ์ ถ้าผู้รู้ในใจของเรารู้เท่าอารมณ์ สิ่งที่ถูกรู้ มันก็มีผู้รู้กับสิ่งที่ถูกรู้ มันก็เข้าใจของมันตามธรรมชาติไง แต่เวลาธรรมเกิดไง

แล้วก็มีความผุดขึ้นมาว่า ผู้รู้ทำลายไม่ได้

ผู้รู้คือผู้รู้ไง ทำลายได้ ทำลายไม่ได้ ภาวนาไป เดี๋ยวพัฒนาขึ้นไปเป็นชั้นเป็นตอน มันจะรู้ของมันเอง

แต่ขณะที่เราใช้ความคิดถกเถียงกันอยู่ว่าผู้รู้และผู้ที่ถูกรู้ อะไรมันจริง อะไรไม่จริง ผู้รู้และผู้ที่ถูกรู้ อะไรจริง

นี่ธรรมเกิด ผู้รู้ทำลายไม่ได้

ผู้รู้คือผู้รู้ไง ผู้รู้ก็เด่นชัดขึ้นมาไง เด่นชัดขึ้นมาก็เป็นธรรมไง เวลาธรรมเกิดธรรมเกิดๆ มันก็เกิดความรู้สึกไง

เขาบอก เหมือนถนนขาดเลย รถไปต่อไม่ได้ หนูงงหมดเลย

เพราะมันตัดความคิดเลยไง

นี่ไง เวลาธรรมมันเกิด ธรรมมันสอน ธรรมของเรา ใครมีอำนาจวาสนามากน้อยขนาดไหน เวลาธรรมเกิดคือความชอบธรรมเกิดขึ้นท่ามกลางหัวใจของเรา เราเข้าใจสิ่งใดถูก สิ่งใดผิดอยู่นี่ มันกำลังถกเถียงกัน กำลังหาเหตุผลอยู่นี่ เวลาทางสายกลาง ธรรมะของพระพุทธเจ้า ธรรมผุดขึ้นมา มันผุดขึ้นมาระหว่างกลาง ถูกกับผิด เป็นข้อเท็จจริง แล้วเราก็งง

งง คือธรรมเกิด เกิดมาบอกว่าไม่ต้องเถียงกัน เหมือนผู้ใหญ่ เด็กมันเถียงกันสองคน ผู้ใหญ่บอกว่าจบ ความจริงมันเป็นอย่างนี้ จบเลย ธรรมเกิด

เขาถึงบอกว่า คำถาม ความคิดที่โผล่ขึ้นมา ใช้สติปัญญาพิจารณาไหมคะ

เขาวงเล็บ

หนูมีสติ แต่ไม่มีปัญญาเลย

มันจะมีปัญญา มันจะเอาปัญญาไปเถียงกับผู้รู้ทำลายไม่ได้อีกนะ ยังอยากจะหาปัญญา แล้วก็จะไปเถียงกับไอ้ธรรมเกิดอีก

ธรรมมันเกิดแล้วก็แล้วไป มันมีอดีต มีปัจจุบัน แล้วมีอนาคต ถ้าอดีตที่ดีงาม มันทำให้ปัจจุบันนี้มั่นคง แล้วอนาคตเราก็พยายามปฏิบัติของเรา ไอ้นี่มันเป็นธรรมเกิด ธรรมเกิดมันเหมือนกับฤดูกาล เวลามันเคลื่อนมาตามฤดูกาล ไอ้นี่มันผุดขึ้นมาเป็นครั้งเป็นคราว เป็นครั้งเป็นคราว มันเป็นประโยชน์หรือเป็นโทษล่ะ

เวลามันเป็นประโยชน์ นี่ธรรมะมาสอน ฟังธรรมๆ ฟังธรรมแบบนี้

ฉะนั้น เวลาบอกว่า ผู้รู้มี ๒ ผู้รู้ ผู้รู้มันเถียงกันอยู่น่ะ

เวลาผู้รู้ที่เป็นกลางขึ้นมา งงเลยล่ะ

แล้วบอกว่า หนูไม่มีสติปัญญาเท่าทันมันเลย

ไม่ต้องมี เพราะอะไร เพราะเขาละเอียดลึกซึ้งกว่า เราอยู่ในภพที่หยาบกว่า เราเข้าไปเถียงกับเขาไม่ได้หรอก แล้วเขาเกิดมาโดยที่ว่าหาเหตุหาผลไม่ได้ด้วย ไม่รู้มันเกิดมาอย่างไร แล้วมันเป็นอย่างไร แล้วจะไปเถียงใคร เถียงเมื่อไหร่

ไม่ต้องไปเถียง สิ่งที่ผ่านไปแล้ว ธรรมะมาเตือน มาบอก มาสอน แล้วนี่เขาเป็นครู เป็นอาจารย์ เราเรียนจบแล้ว ครูก็อยู่บ้านครู เราก็อยู่บ้านเรา ธรรมก็คือธรรม

กิเลสในใจของเรายังเต็มหัวใจ เราก็ปฏิบัติต่อไป ไม่ต้องไปลังเลสงสัยเรื่องใดๆ ทั้งสิ้น ของมันผ่านไปแล้ว จบ

ถาม : ข้อ ๒๗๗๖. เรื่อง “การจัดการเห็บหมัดแมว และปลวก แมลงสาบ”

กราบนมัสการหลวงพ่อที่เคารพ โยมขอกราบเรียนถามเรื่องการจัดการกับเห็ดหมัดแมว และการจัดการแมลงสาบและปลวกในบ้านค่ะ

๑. โยมใส่ยาให้แมวเดือนละ ๑ ครั้ง เพื่อป้องกันเห็บหมัดแมว และไรในหู เนื่องจากแมวที่เคยเลี้ยงมา ๒ ตัวตายเพราะโรคพยาธิในเม็ดเลือด ซึ่งเกิดจากเห็บบนตัวมัน โยมจึงป้องกันแมวตัวปัจจุบันด้วยการใส่ยาป้องกันเห็บหมัด ซึ่งมันคือยาฆ่าเห็บหมัดและกำจัดไข่ และยามีฤทธิ์ ๑ เดือน

โดยก่อนการใส่ยาทุกครั้ง โยมจะพูดออกมาว่า อีก ๒ วันจะใส่ยา ไล่นะ ขอให้เห็บ หมัด ไร ออกจากตัวแมวให้หมด และจะอธิษฐานบอกเทวดาของแมวให้บอกสัตว์เหล่านั้นด้วย หลังจากใส่ยาแล้วก็จะทำบุญอุทิศให้พวกเห็บหมัดที่ไม่ได้หนี แล้วเกิดบาดเจ็บล้มตายจากยานี้ด้วย

โยมใส่ยาให้แมวมา ๖ ครั้งแล้ว กำลังจะใส่ยาชุดใหม่ เกิดความสงสัย การที่เราเตือนเขาก่อนใส่ยานั้น จะสามารถป้องกันเราจากบาปกรรมหรือไม่ ถึงแม้เจตนาของเราจะไล่เห็บหมัดซึ่งป้องกันแมวจากโรคร้าย แต่ก็ต้องมีเห็บหมัดที่ตายเพราะยาที่เราใส่ด้วย

๒. ในทำนองเดียวกัน เราสามารถใส่ยาปลวกและยาไล่แมลงสาบ โดยการบอกไล่เขาให้ออกจากบ้านก่อนที่จะมีคนมาใส่ยา จะช่วยให้เราบาปน้อยลงได้หรือไม่คะ

กราบขอบพระคุณค่ะ

ตอบ : ถ้าถามเรามาตั้งแต่ต้น เราก็จะบอกวิธีการให้โยมทำอย่างที่โยมบอกนี่แหละ เพราะมันเป็นวัฏฏะ มันเป็นการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ มันมีเวรมีกรรมมาด้วยกันทั้งสิ้น

ถ้ามีเวรมีกรรมมาด้วยกันทั้งสิ้น เห็นไหม เราอยากเลี้ยงแมว ถ้าตัดปัญหา ก็ไม่ต้องเลี้ยง ก็จบ แต่ถ้าเราอยากเลี้ยงแมว แล้วแมวมันเคยตายไป แมวมันเคยตายไปแล้ว เลี้ยงแมวแล้วโรคมันเกิดจากเห็บ จากหมัด เราก็ป้องกันจากเห็บ จากหมัด แล้วจะป้องกัน เราก็ป้องกันแบบนี้

เราตั้งใจเจตนาว่าเราไม่ได้ทำอย่างนั้น เราต้องการทำเพื่อความป้องกัน ถ้าป้องกันแล้ว ถ้ามันจะเกิดผลกระทบ นั่นก็เป็นเรื่องสุดวิสัย

สิ่งที่สุดวิสัยๆ คำว่า “สุดวิสัย” สุดวิสัยด้วยเจตนา สัมมาทิฏฐิ การสุดวิสัยโดยสัมมาทิฏฐิ ไม่ได้กลั่นแกล้ง ไม่ใช่หลับหูหลับตาแล้วทำให้มันสุดวิสัย เพราะตั้งใจจะฆ่ามัน มันเหตุสุดวิสัย เพราะเราจะป้องกัน แต่ในเมื่อมันเป็นข้อเท็จจริง มันเป็นแบบนี้ไง

บ้าน เวลาบ้าน บ้านไม้ บ้านไม้ถ้าปลวกมันเข้า ปลวกมากัดมากิน เราก็ต้องป้องกันของเรา เพราะมันไปขัดแย้งกับนวโกวาทไง

นวโกวาท บุคคลถ้าบ้านเรือนจะเจริญรุ่งเรือง สิ่งใดที่เป็นทรัพย์สมบัติ ต้องมีการซ่อม มีการแซม มีการบำรุงรักษา มันต้องรู้จักประหยัดมัธยัสถ์ บ้านเรือนนั้นถึงจะมั่นคง

นี่ไง นวโกวาทก็สอนอย่างนั้นน่ะ เวลาพระพุทธเจ้าสอนคนก็สอนคนทำให้เป็นคนดี ถ้าคนดีก็ทำเพื่อคุณงามความดี ถ้าคุณงามความดีแล้ว ทำเพื่อการป้องกันสัตว์ด้วย ป้องกันโรคจากสัตว์

ทีนี้สัตว์มันมีเห็บมีหมัด เราก็ป้องกันมัน ป้องกันมัน ทำด้วยสัมมาทิฏฐิ ด้วยความถูกต้องชอบธรรม ถูกต้องชอบธรรม มันก็ทำด้วยข้อเท็จจริงไง แต่กิเลสมันคลุกเคล้า นู่นก็ไม่ได้ ทำแล้วก็มันตาย นี่มันแฉลบไง เขาเรียกว่ากรรมมันคลุกเคล้า

กรรมมันคลุกเคล้า เพราะคนที่จะฆ่า จะทำลายมัน เขาเจตนาฆ่า เจตนาทำลายมัน ไอ้เราไม่ได้มีเจตนา นี่ขาดเจตนา เห็นไหม ไม่เป็นคดีอาญา ขาดเจตนา

มันขาดเจตนา เพราะเจตนาเรามั่นคง แต่คนเรามันมีกิเลส พอมีกิเลส จิตใจมันวอกแวกๆ มันไม่ชัดเจน มันก็ทำให้สงสัย

แต่ถ้าแนะนำก็ทำแบบนี้ เพราะอะไร เพราะเราเป็นปุถุชนไง เราทำแล้วมันจะสะอาดบริสุทธิ์ ทำแล้วจะไม่มีเวรมีกรรม มันไม่ใช่หรอก แต่มันเบาบางและแทบจะไม่มี เพราะเราไม่มีเจตนา แต่มันเป็นผลของวัฏฏะไง

ผลของวัฏฏะ คือว่าโลกนี้มันต้องหมุนไว สรรพสิ่งในโลกนี้เป็นอนิจจัง มันเปลี่ยนแปลงแปรปรวนอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่เปลี่ยนแปลงแปรปรวนตลอดเวลา เราก็พยายามจะบำรุงรักษาให้มันดีงาม ให้มันชัดเจน ให้ทุกอย่างชอบธรรมและดีด้วย

ทำอย่างนี้ถูกไหม

ถูก

แล้วถ้าเป็นบ้านเป็นเรือน เวลาปลวกมันเข้ามา

ปลวกเข้ามา เราก็ป้องกัน

เป็นพระ ของของสงฆ์ พวกกุฏิกุฏังเป็นของของสงฆ์ ของใช้ของสงฆ์ ตั่งเตียงเอามาใช้แล้ว ถ้าจากไปไม่เก็บ เป็นอาบัติปาจิตตีย์ แล้วต้องเก็บ ต้องบำรุงรักษา

แล้วถ้าปลวกมันมาขึ้น ทำอย่างไร

ก็ต้องรักษาไง

แล้วไอ้ที่ว่าตั้งใจฆ่าเป็นปาจิตตีย์ นั่นก็เป็นปาจิตตีย์ เป็นโทษไง แต่ที่เราต้องบำรุง เราต้องรักษา เราต้องมีหน้าที่ก็มี

นี่ก็เหมือนกัน ฉะนั้น พระพุทธศาสนา เวลาตีความด้านเดียว มันก็เป็นความผิดไปหมดเลย ผิดไปหมดเลย แล้วทำอะไรไม่ได้เลย

ได้ เพราะธรรมะนี้บังคับให้ทำเลย อย่างพระนี่ต้องทำ ต้องบำรุง ต้องรักษา ต้องดูแล ถ้าไม่รักษา ไม่ดูแล เป็นอาบัติปาจิตตีย์

ของที่เอาไปใช้ แล้วเวลาบังคับให้ต้องดูแล ต้องรักษา แล้วรักษา รักษาอย่างไรล่ะ

ก็นี่ไง ก็เหมือนที่โยมทำนี่ เราต้องทำ เพราะแมว ถ้ามันไม่มีเห็บไม่มีหมัด มันก็ไม่มี แล้วเราอาบน้ำแล้วคือมันไม่มี พอมันไม่มีแล้ว เราจะใส่ยาบำรุงรักษาเพื่อป้องกันโรคของมัน เราก็ทำ

แล้วทำอย่างที่ว่า เพื่อความสบายใจ เราก็บอก จะใส่ยาแล้วนะ เอ็งต้องไปนะ เราไม่ได้ตั้งใจนะ แล้วถ้ามันพลาดพลั้งไปก็สุดวิสัย เหมือนเราห้าม เห็นไหม สงกรานต์ ปีใหม่ เมาเหล้าอย่าขับรถ พยายามบอก พยายามสอน ตาย ๔๐๐–๕๐๐

เราก็ป้องกันตลอด ปีใหม่ สงกรานต์ตายเท่าไร รัฐบาลก็บอกว่า อย่าขับรถเร็วนะ ง่วงให้นอนนะ ก็ตั้งใจดีทั้งนั้นน่ะ แต่มันก็ตาย เพราะอะไร เพราะคนมันต้องการความสะดวกของมัน

นี่ก็เหมือนกัน ถ้ามันเป็นอย่างนั้น มันก็คือเป็นอย่างนั้น เราก็ตั้งใจของเรา เราทำคุณงามความดีของเรา

ในหลักพระพุทธศาสนาไง เราก็สงสัยว่าทำอย่างนี้แล้วมันยังลังเลสงสัยอยู่ เราก็ตั้งใจของเรา เพราะเราอยากเลี้ยงแมว เราอยากมีบ้านมีเรือน เราอยากมีทรัพย์สมบัติ เราก็ต้องดูแลของเรา นี่เพื่อความถูกต้องชอบธรรมของเรานะ

ถูกต้อง ทำแบบนี้ ถ้าใครถามมา เราให้ทำแบบนี้

เพราะเกิดมามีชีวิต เกิดมาอยากอยู่ด้วยความถูกต้องชอบธรรม เราก็ทำตามพระธรรมๆ

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากราบธรรม กราบธรรมคือสัจธรรม สัจธรรม เขาให้สิทธิ์เขา สิทธิ์เรา สิทธิ์ของสิ่งมีชีวิต เขาก็มีสิทธิ์ของเขา

เราก็เกิดเป็นมนุษย์เหมือนกัน เราก็มีสิทธิของเราเหมือนกัน แล้วอยากมีแมวด้วย ก็ดูแลรักษาไป นี่โดยความถูกต้องชอบธรรม ทำแล้วจบ

แล้วปากหอยปากปูติฉินนินทา ทัศนคติมันร้อยแปด แล้วก็บอกไม่ได้ๆ

ไม่ได้ก็เรื่องของเขา นี่เราทำเอง เรามีสติมีสัมปชัญญะ จะทำคุณงามความดีของเราเอง ดำรงชีพอยู่เป็นอุบาสก อุบาสิกาในพระพุทธศาสนา

เรามีพระพุทธศาสนา มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ รัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่อาศัย แล้วถ้าที่พึ่งที่อาศัย นี่เป็นอุบาสก อุบาสิกา แล้วถ้าเป็นผู้ที่ปฏิบัติ ถือศีล ๘ ศีล ๑๐ เลิกหมดเลย ถ้าเลิกหมดเลย มันก็ต้องไม่มีปัญหามาให้ถามต่อ จบ

ถาม : ข้อ ๒๗๗๗. เรื่อง “สัจจะและสมาธิ”

กราบเรียนหลวงพ่อ ขออนุญาตถาม

การตั้งสัจจะคือการตั้งมั่นแน่วแน่ของจิต อย่างนี้นับว่าเป็นส่วนหนึ่งของการทำอัปปนาสมาหรือไม่คะ หรือเป็นเพียงแค่การตั้งสติเฉยๆ

กราบขอบพระคุณค่ะ

ตอบ : มันก็เป็นการตั้งสติเฉยๆ นั่นแหละ

การตั้งสัจจะๆ สัจจะเป็นสิ่งที่ดีงาม สิ่งที่ดีงาม ตั้งสัจจะว่าจะทำแล้วต้องทำ การทำสิ่งใดก็ทำให้มันสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีงาม คนมีสัจจะไง มีสัจจะ มีกตัญญู เป็นเครื่องหมายของคนดี

แล้วการตั้งสัจจะแบบนี้ มันจะเป็นส่วนหนึ่งของการเข้าอัปปนาสมาธิหรือไม่

ถ้าเป็นขณิกสมาธิ ใช้ได้ มันก็เป็นส่วนหนึ่งของทำให้เรามีสติ ให้เรามั่นคง ให้เราฝึกหัดปฏิบัติ มันก็จะเป็นสมาธิไปข้างหน้า

แต่ถ้าว่ามันใกล้อัปปนาสมาธิ

อัปปนาสมาธินี่อีกยาวไกลมาก

เวลาฟังเทศน์หลวงตา บางคนฟังแล้วก็ฟังผ่านๆ เวลาคำพูดของท่าน คำใดของท่าน ถ้ามันเป็นสิ่งที่ว่ามันสะเทือนใจเรานะ มันจำแม่น

ท่านพูด อัปปนาสมาธิ พระส่วนใหญ่ยังทำไม่ได้เลย อัปปนาสมาธิ อัปปนาสมาธิคนทำได้น้อยมาก ไอ้ที่พูดๆ ไป มันพูดไปตามกระแสสังคม มันไม่ได้เป็นความจริง

ถ้าเป็นความจริงๆ อัปปนาสมาธิ ถ้าขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ ใครเข้าอัปปนาสมาธิได้ อันนั้นน่ะมันสักแต่ว่าปรากฏ สักแต่ว่ารู้นะ

แล้วเวลาผู้ที่ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติไง ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ

ขณิกสมาธิ สมาธิกำลังไม่เข้มแข็ง อ่อนแอ ล้มเหลวอยู่อย่างนั้นน่ะ ถ้าจิตใจมันมั่นคงขึ้นมา มันจะเป็นอุปจารสมาธิ อุปจารสมาธิ มันอุปจาระคือวงรอบของจิต อุปจารสมาธิ จิตเป็นสมาธิ แต่มันรับรู้ความรู้สึกนึกคิดได้ มันเกิดวิปัสสนาตรงนี้ ตรงที่จะวิปัสสนาต้องเป็นอุปจารสมาธิ

อัปปนาสมาธิ วิปัสสนาไม่ได้ อัปปนาสมาธิจะมาเป็นพื้นฐานของวิปัสสนาไม่มี เป็นไปไม่ได้ อัปปนาสมาธิเป็นอัปปนาสมาธิ

แล้วพระส่วนใหญ่ทั้งหมด ท่านพูดประจำ หลวงตาพระมหาบัวท่านเน้นย้ำในเทป ในเทศน์ในวิทยุ ๑๐๓.๒๕ ตี ๓ ตี ๔ ท่านพูดบ่อย แต่คนฟังแล้วผ่านๆ ไง แต่ตามข้อเท็จจริง อัปปนาสมาธิ “พระส่วนใหญ่” ท่านไม่ได้ว่าส่วนน้อยนะ พระปฏิบัติส่วนใหญ่ทำอัปปนาสมาธิไม่เป็น ทำไม่ได้

เราบอกว่า ใช่

ฉะนั้นว่า เป็นอัปปนาสมาธิหรือไม่ เป็นอัปปนาสมาธิหรือไม่

ไม่ อีกยาวไกล อัปปนาสมาธิ จะบอกว่าทำได้น้อยมาก แล้วไม่มีใครทำได้ด้วย ถ้าทำได้ ภาษาเรานะ มันจะทะลุปรุโปร่งระดับของจิต แล้วเข้าใจถึงว่าภาวนาเป็นหรือไม่เป็น ชัดเจนของมัน

ฉะนั้น สิ่งที่ว่า การตั้งสัจจะ มันใกล้อัปปนาสมาธิหรือไม่

ไม่ ห่างไกลนัก อีกยาวไกล

แต่ถ้าเป็นขณิกสมาธิ เออ! ใช่

ขณิกสมาธิคือสมาธิเริ่มต้น เป็นสมาธิแบบเบาบาง เป็นสมาธิแบบเริ่มต้นเป็นพื้นฐาน อย่างนี้ใช่

สัจจะ ตั้งใจความจริง ถ้าเราเป็นสมาธิได้ มันจะเป็นขณิกสมาธิ

แล้วขณิกสมาธิ กำลังของขณิกสมาธิวิปัสสนาไม่ได้ กำลังอ่อนไป

เหมือนกับเด็กน้อย เหมือนกับคนที่ล้มลุกคลุกคลาน เหมือนเรา เราไม่มีทุนไง เราไม่มีเงิน เราอยากทำธุรกิจขนาดไหน เราก็ทำอะไรไม่ได้หรอก เพราะเราไม่มีเงิน

แต่ถ้าเรามีเงินสะสมพอ เราทำสมาธิพอ เราทำสมาธิมีกำลังบ้าง ถ้าเรามีทุนสะสมพอ เราสามารถจะทำธุรกิจสิ่งใดๆ ได้บ้าง

นี่ไง ถ้าขณิกสมาธิล้มลุกคลุกคลาน วิปัสสนาไม่ได้หรอก โดยทฤษฎี โดยตัวมันเองนะ

แต่โดยวิธีการปฏิบัติ จากขณิกสมาธิ เราก็ทำให้มันเข้มแข็ง แข็งแรงขึ้นมา ถ้ามันยกขึ้น เขาเรียกเป็นสมาธิ อุปจาระคือวงรอบ เหมือนบ้านมีระเบียง บ้านคือสมาธิ อุปจาระนี่บ้าน อุปจาระคือวงรอบของบ้าน ระเบียงบ้าน ระหว่างระเบียงบ้านกับบ้านมันอยู่ด้วยกัน มันรู้มันเห็นกัน นี่วิปัสสนา วิปัสสนามันอยู่ตรงนี้ นี่พูดถึงว่าอุปจารสมาธิ

อัปปนาสมาธิ สักแต่ว่าปรากฏ สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่า ไม่รับรู้แม้แต่อายตนะ ไม่รับรู้แม้แต่ร่างกายที่มันอาศัยอยู่ ไม่รับรู้แม้แต่จิตที่อยู่ท่ามกลางร่างกายนี้ มันวางหมดเลย นั่นคืออัปปนาสมาธิ แล้วพอมันถอยออกจากอัปปนาสมาธิมาเป็นอุปจารสมาธิ ถึงตรงนั้นถึงยกขึ้นวิปัสสนา

นี่พูดถึงว่าระดับของสมาธินะ

สมาธิคือสมาธิ แก้กิเลสไม่ได้ ต้องมีปัญญาขึ้นมา

แล้วปัญญาจะเกิดตรงไหน เกิดอย่างไร สถานะใดถึงจะหนุนปัญญาขึ้นมา สถานะใด สถานะของจิตอยู่ตรงไหน แล้วยกขึ้นสู่วิปัสสนา ยกขึ้นสู่ปัญญาได้

นี่พูดถึงว่า ถ้าเป็นสัจจะ คือตั้งมั่นแน่วแน่กับจิต อย่างนี้นับว่าเป็นส่วนหนึ่งของอัปปนาสมาธิหรือไม่

ไม่ เป็นส่วนหนึ่งของขณิกสมาธิ

ถ้าขณิกสมาธิ เพราะจะเริ่มต้นฝึกหัดทำสมาธิ จากการตั้งสัจจะ ตั้งความมั่น มันจะเป็นพัฒนาการของมันเลย จากศรัทธา จากความมั่นคง จากการกระทำ ถ้ามันเป็นปุถุชน กัลยาณชน ถ้ายกขึ้นสู่สมาธินี่เป็นขณิกะ

ขณิกสมาธิล้มลุกคลุกคลาน ฝึกหัดจนมั่นคงของมัน ถ้ามั่นคงของมัน มันจะเริ่มเป็นอุปจาระ อุปจาระเพราะมันยังรู้อยู่ไง แต่ถ้ามันยังหาไม่เจอ ขุดคุ้ยไม่ได้นะ

ทำมากขึ้นจะเข้าไปสู่อัปปนา แล้วใครทำอัปปนาได้

ถ้าทำอัปปนาได้ จะไม่พูดถูกพูดผิด

ถ้ามันไม่รู้ เพราะมันไม่รู้ระดับ มันไม่รู้ข้อเท็จจริงไง มันก็พูดสับปลับ พูดวกวนอยู่อย่างนั้นน่ะ ไร้สาระ

แต่ถ้าเป็นความจริง อัปปนาคืออัปปนา แล้วอัปปนา ผู้ที่ไม่รู้จักจริตนิสัยของตน เราถึงบอกว่า ให้ทำต่อเนื่องไปเข้าถึงอัปปนา ไปหาข้อมูล เพราะอัปปนา รวมใหญ่ เข้าสู่จิตเดิม สักแต่ว่าปรากฏ เพราะผู้รู้ไม่มีสิ่งถูกรู้ ผู้รู้เฉยๆ นั่นแหละข้อเท็จจริง

นี่พูดถึงว่า มันจะเข้าใกล้อัปปนาหรือไม่

ไม่

ค่อยๆ ฝึกหัดไป นี่ผู้ฝึกหัดใหม่หมด จบ

ถาม : ข้อ ๒๗๗๘. เรื่อง “กราบหลวงพ่อช่วยสอน”

กราบนมัสการหลวงพ่อ ถ้าเราเลือกพิจารณาธรรมในสติปัฏฐาน ๔ ตรงนี้เมื่อจิตสงบแล้วจะต้องพิจารณาแบบใดคะ

ถ้าเราจะพิจารณาสติปัฏฐาน ๔ ถ้าพิจารณาแล้วมันก็จะเป็นสติปัฏฐาน ๔ สมมุติ คือคิดเองเออเอง

เราเกิดในโลกสมมุติไง เราเกิดมานี่จริงตามสมมุติ สิ่งมีชีวิตจริงๆ นี่แหละ จริงตามสมมุติ แล้วธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งแต่เวลาท่านอบรมบ่มเพาะไง เวลาท่านเทศนาว่าการกับประชาชน ก็พูดถึงเรื่องทาน เรื่องศีล เรื่องภาวนา

แล้วเวลาท่านเทศนาว่าการ เวลาเทศนาว่าการกับภิกษุนักรบที่ปฏิบัติ ท่านก็จะให้กรรมฐาน ให้กรรมฐานคือให้โจทย์ ให้โจทย์พระเข้าป่าเข้าเขาไป ไปพิจารณาตีโจทย์ให้แตก ถ้าตีโจทย์ให้แตก มันก็เป็นข้อเท็จจริงไง

ไอ้นี่ก็เหมือนกัน เราอยากจะพิจารณาสติปัฏฐาน ๔

เราจะพิจารณาสติปัฏฐาน ๔ เราทำสมาธิเป็นหรือเปล่า เราทำความสงบเป็นหรือไม่

ถ้าเราทำสมาธิไม่เป็น เราก็คิดงานไง เหมือนประชาชนทำงาน คิดงานๆ คิดงานก็ทำงาน คิดงานก็คิดโดยสมอง คิดงานก็คิดโดยสามัญสำนึกของมนุษย์ไง

แต่ถ้าเราอยู่บ้าน เราจะคิดงาน คิดงานก็เป็นปัญญาอบรมสมาธิ เพราะคิดงาน ตรึกในธรรมไง ถ้าตรึกในธรรมก็เป็นปัญญา ปัญญาถึงที่สุด ที่สุดของความคิดคือความหยุด หยุดก็คือสมาธิ

ไอ้นี่ก็เหมือนกัน ถ้าเราเลือกพิจารณาธรรมในสติปัฏฐาน ๔ ตรงนี้เมื่อจิตสงบแล้วจะต้องพิจารณาอย่างไร

ถ้าจิตมันสงบ จิตมันสงบต้องมีสัมมาสมาธิ ต้องจิตมันสงบระงับ ถ้าจิตสงบระงับแล้วนะ ขุดคุ้ย ค้นคว้า

จิตสงบระงับแล้ว ความคิดทั้งหลายเป็นสมุทัย เป็นสมมุติ ผลคือความทุกข์

เวลาความคิดทั้งหลาย ความคิดทั้งหมดไง ความคิดทั้งหลายเป็นสมุทัย ผลของมันเป็นทุกข์

จิตเห็นจิต นี่ไง จะต้องพิจารณาอย่างไร

จิตเห็นจิต จิตเห็นกาย จิตเห็นเวทนา จิตเห็นจิต จิตเห็นธรรม ถ้าจิตเห็นจิต จิตเห็นกาย จิตสงบแล้วมันเห็นกายหรือไม่ จิตสงบแล้วมีเวทนาไหม

ความจริงมันมี มีเพราะอะไร มีเพราะมีความรู้สึก จิตมีความรู้สึกในตัวมันเอง จิตมีความรู้สึกในตัวมันเอง ความรู้สึกนั่นน่ะคือเวทนา มันก็จับไม่ได้

จิตเห็นจิต ตัวจิตเอง การเคลื่อนของจิตเห็นไหม ถ้าการเคลื่อนของจิต มันก็จิตเห็นจิต

จิตเห็นธรรมๆ จิตเห็นธรรมคือความรู้สึก ความคิดต่างๆ นี่ธรรม ธรรมารมณ์ๆ อารมณ์ความรู้สึกที่เกิดจากจิตนั่นน่ะธรรม ถ้าจิตมันเป็นสมาธิไง

ถ้าจิตสงบแล้วจะต้องเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง คือเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม นี่ไง แนวทางสติปัฏฐาน ๔ กายก็ได้ จิตก็ได้ เวทนาก็ได้ ธรรมก็ได้ สิ่งใดสิ่งหนึ่งนะ

คำว่า “ก็ได้” คือเฉพาะเรื่อง ไม่ต้องว่าเรียงลำดับ ๑ ๒ ๓ ๔ ไม่ใช่ มันอยู่ที่นิสัย คนที่เห็นเวทนาก็พิจารณาเวทนา เห็นกายก็พิจารณากาย เห็นจิตก็พิจารณาจิต เห็นธรรมก็พิจารณาธรรม พิจารณาสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ถ้าแทงทะลุได้ เข้าใจได้ อันเดียวกันหมดเลย

เข้าใจเรื่องกาย ก็เข้าใจทั้ง ๔ เรื่อง เข้าใจแทงทะลุเวทนา ก็ทะลุทั้ง ๔ เรื่อง ถ้าแทงทะลุจิต ก็แทงทะลุทั้ง ๔ เรื่อง แทงทะลุธรรม ก็ทะลุทั้ง ๔ เรื่อง แทงทะลุสิ่งใดสิ่งหนึ่ง รู้หมด ไม่ใช่ว่าต้องเรียงลำดับ ๑ ๒ ๓ ๔ ไม่ใช่ เพียงแต่ว่า ๔ ประเภท อยู่ที่จริตนิสัย

ถ้าเลือกพิจารณาแนวทางสติปัฏฐาน ๔ เมื่อจิตสงบแล้วจะต้องพิจารณาอย่างไร

จิตสงบแล้วมันว่างเปล่า จิตสงบแล้วว่างเปล่า จับต้องสิ่งใดไม่ได้ จิตสงบแล้ว จิตเห็นอาการของจิต นี่ไง สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น สิ่งใดสิ่งหนึ่งในสติปัฏฐาน ๔ เกิดขึ้นคือจับต้องได้ พอจับต้องได้ นี่เกิดขึ้น

พอเกิดขึ้น จับได้ เกิดขึ้น ท่ามกลาง คือใช้ภาวนามยปัญญา ถึงที่สุด สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น สิ่งทั้งหลายทั้งปวงจบหมด ปัญญาแทงทะลุ จบหมด

ถ้าเป็นแนวทางสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง ให้พิจารณาอย่างนี้ไง

ถ้าจะพิจารณาตามความเป็นจริงนะ ถ้ามันจับต้องได้มันถึงจะเป็นความจริง ถ้ายังจับต้องไม่ได้ มันก็เป็นปัญญาอบรมสมาธิ

คำว่า “เป็นปัญญาอบรมสมาธิ” กำปั้นทุบดินไง เพราะเรามีตัวตน เรามีเรา เรามีความรู้สึก แต่มันเป็นสมมุติ เป็นโลก มันยังไม่สงบ มันยังไม่เป็นสมาธิ ถ้าเมื่อไหร่มันสงบเป็นสมาธิแล้ว ถ้ามันรู้เห็นโดยจิต โดยจิตนะ ไม่ใช่โดยสัญญาอารมณ์ ไม่ใช่โดยทฤษฎี ไม่ใช่โดยใดๆ ทั้งสิ้น เพราะมันเป็นผลงานของจิต

จิตแก้จิต มันเป็นผลงานของจิตดวงนั้น จิตที่มีสมมุติบัญญัติ จิตที่ขี้ทุกข์ขี้ยาก จิตที่มันมีความทรมาน จิตที่มันทำความสงบได้ แล้วจิตนั้นเป็นผู้เห็น จิตนั้นมันเป็นผู้ขุดค้นค้นคว้าไง สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น เกิดที่กาย เกิดที่เวทนา เกิดที่จิต เกิดที่ธรรม สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น มันจะเป็นไตรลักษณ์ สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น

แต่ถ้าเป็นอนิจจัง วิทยาศาสตร์ ไม่ต้อง สรรพสิ่งในโลกนี้เป็นอนิจจัง มันมีของมันอยู่แล้ว สสาร ธาตุมีอยู่แล้ว แต่ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่กิเลสของเรา

กิเลสของเรามันอยู่ที่ใจของเรา แล้วถ้าไม่เห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง มันไม่เกิดขึ้น มันไม่เห็นกิเลส มันไม่รู้จักสิ่งที่เป็นนามธรรม แต่ถ้ามันเห็นแล้วมันพิจารณาของมันได้ สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น สิ่งทั้งหลายทั้งปวง พิจารณาโดยมรรค ๘ มันต้องดับไปเป็นธรรมดา เอวัง